หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2561 พิพิธภัณฑ์และโบสถ์ชางงี หรือ Changi Chapel and Museum (หรือเรียกย่อๆ ว่า CCM) ในประเทศสิงคโปร์ได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2564 เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงความเลวร้ายของสงครามในช่วงที่สิงคโปร์ถูกยึดครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นเวลากว่า 3 ปีครึ่ง (ค.ศ.1942-1945) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2<!–more–>

 

สถานที่ตั้งของ CCM คือ เรือนจำชางงี สถานที่ที่ใช้คุมขังเชลยสงครามฝ่ายสัมพันธมิตรและนักโทษพลเรือนหลายหมื่นคน อาคาร ห้องจัดแสดงและระบบสาธารณูปโภคของพิพิธภัณฑ์และโบสถ์ได้รับการปรับปรุงและเพิ่มรายการสิ่งของสำหรับจัดแสดง ปัจจุบันมีรายการสิ่งของจำนวน 114 รายการซึ่งส่วนใหญ่ได้รับบริจาคและให้ยืมจากครอบครัวของผู้ที่เคยถูกคุมขังในเรือนจำแห่งนี้และจัดแสดงใน 8 ห้องนิทรรศการเพื่อบอกเล่าชีวิตประจำวันของผู้ต้องขัง ความยากลำบากที่พวกเขาต้องเผชิญกว่าจะได้รับอิสรภาพ

พิพิธภัณฑ์โฉมใหม่นำเสนอสิ่งของจำนวน 82 รายการที่ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน เช่น ไดอารีจำนวน 400 หน้าที่นักโทษชื่อ Arthur Westrop เขียนถึงภรรยาผู้ซึ่งต้องอพยพไปแอฟริกาในช่วงสงคราม และกล้องถ่ายรูป Kodak Baby Brownie ที่นายทหารออสเตรเลีย John Ritchie Johnston แอบซ่อนไว้ใต้พื้นกระดานในห้องขัง

ส่วนสิ่งของจัดแสดงเดิมที่เป็นไฮไลต์ประกอบด้วย เครื่องส่งรหัสมอร์สที่ซ่อนไว้ในกลักไม้ขีดไฟ ฆ้องที่ใช้ตีเพื่อเรียกรวมพลนักโทษ กำแพง 5 ชิ้นที่จำลองมาจากกำแพงในเรือนจำซึ่งนายทหารอังกฤษ Stanley Warren วาดรูปเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไบเบิล ชุดมีดโกนหนวด นาฬิกาที่ใช้ช่วยในการเดินเรือในมหาสมุทร รวมไปถึงการจำลองห้องขังขนาดเล็กที่เรียกว่า Changi Gaol Cell ที่ผู้ถูกคุมขังต้องอยู่กันอย่างเบียดเสียด

ส่วนโบสถ์ชางงีนั้นได้จำลองมาจากโบสถ์ที่เหล่าผู้ต้องขังสร้างขึ้นในบริเวณเรือนจำเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณและความหวัง ในการปรับปรุงครั้งใหม่นี้ได้สร้างหลังคาไม้เพิ่มเติมบริเวณที่นั่งเพื่อเพิ่มความร่มรื่น

“พิพิธภัณฑ์และโบสถ์ชางงี หรือ Changi Chapel and Museum แสดงให้เห็นถึงชะตากรรมที่น่าสะเทือนใจของเชลยสงครามและนักโทษพลเรือนที่ถูกคุมขังซึ่งพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เมื่อพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์ได้เข้ามาบริหารและปรับปรุง พิพิธภัณฑ์และโบสถ์ชางงี เรายังคงมุ่งเน้นนำเสนอประวัติศาสตร์บทนี้ด้วยการจัดแสดงใหม่และผสมผสานเทคโนโลยีมัลติมีเดียเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความเลวร้ายของสงคราม แต่ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งและความหวังของเหล่าผู้ถูกคุมขังในช่วงเวลาที่สุดแสนลำเค็ญ” Chung May Khuen ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสิงคโปร์ กล่าว

พิพิธภัณฑ์และโบสถ์ชางงี เล่าเรื่องราวตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งบริเวณพื้นที่แห่งนี้ยังรายล้อมไปด้วยผืนป่าชายเลน จนกระทั่งในช่วงทศวรรษที่ 1920 สถานที่สงบสุขนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อกองกำลังของเครือจักรภพอังกฤษได้ใช้เป็นพื้นที่จัดตั้งกองทหารและฝึกซ้อมรบ

สิงคโปร์ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์และฐานที่มั่นหลักของกองทัพอังกฤษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกกองกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นรุกรานตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 โดยยกพลขึ้นบกทางทิศเหนือในขณะที่ทางอังกฤษหลงกลเนื่องจากคาดว่าจะมาจากทางทิศใต้ และในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942 สิงคโปร์ถูกโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินทิ้งระเบิดของญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกและการรบกินเวลาราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ทางกองทัพอังกฤษต้องยอมจำนนในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942 ส่งผลให้ทหารในบังคับบัญชาของอังกฤษราว 80,000 นายซึ่งรวมถึงทหารจากประเทศออสเตรเลียและประเทศอินเดียตกเป็นเชลยสงครามของญี่ปุ่นในทันที

วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรในขณะนั้นกล่าวถึงความพ่ายแพ้ในเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “หายนะที่เลวร้ายที่สุดและเป็นการพ่ายแพ้ครั้งใหญ่สุดของสหราชอาณาจักร”

เกาะสิงคโปร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่า “ป้อมปราการที่ไม่อาจตีฝ่าเข้าไปได้” ได้รับการเปลี่ยนชื่อเสียใหม่เป็น โชนันโตะ (Syonan-to)หรือ “แสงแห่งเกาะใต้” ในภาษาญี่ปุ่นและเป็นชัยชนะของญี่ปุ่นภายหลังการโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 ซึ่งเป็นชนวนทำให้สหรัฐอเมริกาประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่2

ภายหลังการพ่ายแพ้ เหล่าทหารฝ่ายสัมพันธมิตรและนักโทษพลเรือนราว 48,000 คนถูกส่งไปคุมขังที่เรือนจำชางงี นักโทษบางส่วนถูกส่งตัวไปคุมขังต่อที่แมนจูเรีย ญี่ปุ่น และเกาะฟอร์โมซา (ปัจจุบันคือไต้หวัน) และทหารเชลยศึกอีกจำนวนมากถูกส่งตัวมาที่ประเทศไทยเพื่อเป็นแรงงานก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะซึ่งทางกองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ผ่านไปยังประเทศเมียนมา

จำนวนผู้ต้องขังที่เข้าออกเรือนจำชางงีคาดว่ามีจำนวนกว่า 90,000 คน ในช่วงเวลา 3 ปีครึ่งจนกระทั่งญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945